จริงอยู่ที่ธุรกิจการให้เช่าที่ดินในทำกิจการหรือทำกิจกรรมอื่นๆนั้นกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวันหนึ่งที่เราต้องการมีที่อยู่อาศัยและได้สืบจนพบว่า ที่ดินที่เราที่ต้องการตั้งถิ่นฐานนั้นเป็นที่ของทางราชการนั่นคือ ที่ราชพัสดุ ซึ่งเราก็ควรต้องศึกษากับหน่วยงานราชการการปล่อยเช่าที่ดินโดยเจ้าของที่ดินเพื่อขอคำแนะนำจากหน่วยงานนั้นในการยื่นเรื่องหรือทำสัญญาในการใช้ที่ราชพัสดุเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมายค่ะ โดยวันนี้เราจะมาพูดถึงสิทธิของผู้เช่าที่ราชพัสดุสำหรับการอยู่อาศัยที่เราควรรู้

สำหรับคนที่เช่าที่ราชพัสดุสำหรับการอยู่อาศัยนั้นต้องเข้าใจว่าสิทธิในการเช่านั้นเป็นของเฉพาะตัวผู้เช่าเท่านั้น และถ้าหากผู้เช่าที่นั้นถึงแก่กรรมแล้วและเพื่อลดความเดือดร้อนของบรรดาทายาทที่เหลืออยู่นั้นทางราชการก็ให้สิทธิทายาทนั้นในการยื่นเรื่องขอเป็นผู้เช่าแทนก็ทำได้ค่ะและสิทธิสำหรับการเช่านั้นจะเท่ากับระยะเวลาที่ระบุในสัญญาเท่านั้นค่ะ ถ้าอยากหมดเวลาแล้วอยากเช่าต่อต้องติดต่อกับทางราชการค่ะ  และเมื่อเราทำสัญญาการปล่อยเช่าที่ดินที่ราชพัสดุแล้วและต้องการต่อเติมสิ่งปลูกสร้างใดๆหรือรื้อถอนสิ่งต่างๆบนพื้นที่นั้นต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโดยตรงเท่านั้น เพราะถ้าทำโดยพลการไม่ได้แจ้งต่อทางราชการเมื่อทางราชการตรวจสอบแล้วพบว่ามีข้อขัดแย้งในสัญญาอาจต้องมายึดของต่างๆด้วยและสิทธิการเช่านั้นยังระยะเวลาที่กำหนดไวในสัญญา และจะปลูกสร้างต่อเติมนั้นหรือรื้อถอนอาคารได้แต่ต้องแจ้งกับทางราชการ  ในส่วนของการว่าหลักประกันจะวางเป็นเงินสดหรือพันธบัตรก็ได้และขอคืนเมื่อสิ้นสุดสัญญาการและเมื่อการต่ออายุสัญญาเช่าครั้งต่อไปจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการต่ออายุสัญญาเช่า และเมื่อมีการระงับสัญญาเช่านั้น  อาหาร สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในพื้นที่นั้นไม่ประสงค์จะรื้อถอนและจะยกกรรมสิทธิ์ให้กับทางราชการต่อไป

นี่แหละค่ะสิทธิของคนที่เช่าที่ดินราชพัสดุของทางราชการในสัญญาการปล่อยเช่าที่ดินซึ่งไม่ว่าจะเป็นสิทธิแบบไหนที่สำคัญนั้นควรตรวจสอบรายละเอียดในสัญญาและหากจะทำอะไรบนที่ดินราชพัสดุก็ตามต้องขออนุญาตกับทางราชการก่อนทุกครั้งและรวมไปถึงถ้าไม่แน่ใจว่าจะสร้างสิ่งก่อสร้างอะไรได้บ้างล่ะก็ ควรขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่นะคะเพื่อจะได้ไม่ผิดหลักกฎหมายนั่นเองหรือผิดสัญญาเช่าและอาจทำให้ทางราชการยกเลิกสัญญาต่อกันระหว่างผู้เช่ากับทางราชการได้